กฎหมายแรงงาน

หักเงินเดือนพนักงานมาสายหรือขาดงาน ทำได้แค่ไหนถึงจะไม่ผิดกฎหมาย

อ่าน 7 นาที

ระเบียบบริษัทจำนวนมากเขียนไว้ทำนองว่า มาสายเกิน 15 นาที ปรับครั้งละ 100 บาท หรือ สายนาทีละ 5 บาท ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผลและใช้กันแพร่หลาย แต่ในทางกฎหมายแรงงาน วิธีนี้อยู่คนละหมวดกับสิ่งที่บริษัทตั้งใจจะทำจริง ๆ และเป็นจุดที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นข้อพิพาทได้ง่ายที่สุดจุดหนึ่ง

หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่การแยกให้ออกระหว่าง การไม่จ่ายค่าจ้างสำหรับเวลาที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงาน กับ การหักค่าจ้างเป็นค่าปรับเชิงลงโทษ อย่างแรกทำได้ อย่างหลังทำไม่ได้ ทั้งที่ผลลัพธ์ปลายทางคือเงินในซองน้อยลงเหมือนกัน

ค่าจ้างคือค่าตอบแทนการทำงาน

นิยามของค่าจ้างคือเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง หลักนี้อธิบายทุกอย่างที่ตามมา ถ้าลูกจ้างไม่ได้ทำงานในช่วงเวลาหนึ่ง นายจ้างก็ไม่มีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนสำหรับช่วงเวลานั้น หลักนี้มักเรียกกันว่า no work no pay

การที่พนักงานมาสาย 30 นาที แล้วบริษัทจ่ายค่าจ้างน้อยลงเท่ากับค่าจ้าง 30 นาที จึงไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการจ่ายตามงานที่ทำจริง เช่นเดียวกับการขาดงานหนึ่งวัน แล้วไม่ได้ค่าจ้างของวันนั้น

การหักค่าจ้างทำได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายเปิดช่อง

กฎหมายคุ้มครองแรงงานวางหลักไว้ว่า ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักในกรณีที่กำหนดไว้ ซึ่งโดยสรุปคือ

  1. ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่าย หรือชำระเงินอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
  2. ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน
  3. ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง
  4. เป็นเงินประกัน หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
  5. เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม

นอกจากนี้ การหักตามข้อ 2 ถึง 5 แต่ละกรณียังมีเพดานว่าหักได้ไม่เกินร้อยละ 10 และเมื่อรวมกันทุกกรณีแล้วต้องไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

จะเห็นว่าไม่มีข้อไหนพูดถึงการมาสายหรือขาดงานเลยค่าปรับมาสายจึงไม่เข้าข้อยกเว้นใดข้อหนึ่ง และการหักเงินในลักษณะค่าปรับจึงเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง

ตัวอย่างให้เห็นความต่างชัด ๆ

พนักงานเงินเดือน 15,000 บาท ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง คิดเป็นค่าจ้างวันละ 500 บาท และชั่วโมงละ 62.50 บาท วันนี้มาสาย 30 นาที

วิธีคิดจำนวนเงินสถานะ
ไม่จ่ายค่าจ้างสำหรับ 30 นาทีที่ไม่ได้ทำงาน62.50 ÷ 60 × 30 = 31.25 บาทสอดคล้องกับหลักค่าตอบแทนการทำงาน
ปรับสายครั้งละ 100 บาท ตามระเบียบบริษัท100 บาทเป็นการหักค่าจ้างที่ไม่เข้าข้อยกเว้น มีความเสี่ยง
สายเกิน 15 นาที ถือว่าขาดงานครึ่งวัน250 บาทตัดค่าจ้างเกินเวลาที่ไม่ได้ทำงานจริง มีความเสี่ยง

แถวแรกคือการจ่ายตามงานที่ทำจริง ส่วนสองแถวล่างคือการเอาเงินออกจากค่าจ้าง มากกว่ามูลค่าของเวลาที่หายไป ส่วนต่างนั้นคือค่าปรับ ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นปัญหา

แล้วจะจัดการพนักงานที่มาสายประจำอย่างไร

การที่หักเงินเป็นค่าปรับไม่ได้ ไม่ได้แปลว่านายจ้างทำอะไรไม่ได้เลย เครื่องมือที่ใช้ได้จริงคือมาตรการทางวินัย ไม่ใช่มาตรการทางการเงิน

  • ไม่จ่ายค่าจ้างตามเวลาที่ไม่ได้ทำงาน คิดตามสัดส่วนจริงของนาทีหรือชั่วโมงที่ขาดไป
  • ตักเตือนด้วยวาจา แล้วออกหนังสือเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุพฤติกรรม วันเวลา และผลหากทำซ้ำ เก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐาน
  • ผูกกับผลการประเมินและการขึ้นเงินเดือนหรือโบนัส ซึ่งเป็นเรื่องของการให้คุณ ไม่ใช่การหักสิ่งที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับแล้ว
  • ใช้มาตรการทางวินัยที่หนักขึ้นเมื่อทำซ้ำหลังเตือน ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

กุญแจสำคัญของทุกข้อคือ หลักฐาน ถ้าไม่มีบันทึกเวลาเข้าออกที่เชื่อถือได้ หนังสือเตือนก็ไม่มีน้ำหนัก และถ้าเรื่องไปถึงขั้นเลิกจ้าง บริษัทจะพิสูจน์ไม่ได้ว่า พนักงานสายจริงกี่ครั้ง วันไหนบ้าง

ขาดงานและลาเกินโควต้า คิดอย่างเดียวกัน

การขาดงานหนึ่งวันเต็มโดยไม่ได้รับอนุมัติ นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างของวันนั้น ซึ่งในตัวอย่างข้างต้นคือ 500 บาท นี่คือการจ่ายตามงานที่ทำจริงเช่นกัน ไม่ใช่ค่าปรับ

เช่นเดียวกับวันลาที่เกินโควต้าซึ่งลูกจ้างมีสิทธิ เช่น ลากิจได้ปีละ 3 วันโดยได้รับค่าจ้าง ถ้าลาเป็นวันที่ 4 วันนั้นเป็นวันที่ไม่ได้ทำงานและไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง ดูรายละเอียดโควต้าแต่ละประเภทได้ในบทความ สิทธิวันลาของลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน

ข้อควรระวังคืออย่าเอาการขาดงานไปผูกกับการตัดสิทธิอย่างอื่นที่ลูกจ้างได้มาแล้ว เช่น ขาดงานหนึ่งวันแล้วตัดวันพักร้อนไปด้วยสองวัน วิธีคิดแบบนั้นเป็นการลงโทษซ้อน และมีปัญหาแบบเดียวกับค่าปรับ

ตั้งระบบให้คิดตามเวลาจริง

เมื่อหลักคือจ่ายตามงานที่ทำจริง สิ่งที่บริษัทต้องมีก่อนอย่างอื่นคือ บันทึกเวลาเข้าออกที่แม่นยำและตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะถ้าตัวเลขต้นทางไม่น่าเชื่อถือ การคำนวณปลายทางก็เถียงกันได้เสมอ

ระบบลงเวลาด้วย GPS ของ ProHRSoft บันทึกเวลาและพิกัดทุกครั้งที่พนักงานกด และทำเครื่องหมายสายให้อัตโนมัติเมื่อเกินเวลาเข้างานของแผนกนั้น ข้อมูลชุดเดียวกันจะไหลเข้า การคำนวณเงินเดือน ของรอบนั้นโดยตรง

ในหน้าตั้งค่ากฎการหักเงิน ระบบเปิดให้เลือกวิธีคิดได้หลายแบบ ทั้งคิดตามนาทีที่สายจริง คิดตามสัดส่วนของค่าจ้างรายวัน และแบบคิดเป็นครั้งซึ่งบางบริษัทใช้อยู่เดิม จากเนื้อหาข้างต้น แบบที่สอดคล้องกับหลักค่าตอบแทนการทำงานมากที่สุดคือการคิดตามเวลาที่ไม่ได้ทำงานจริง ส่วนการคิดเป็นครั้งในจำนวนคงที่เป็นรูปแบบที่ควรทบทวนกับที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทก่อนใช้

นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์ผ่อนผันเป็นจำนวนนาทีให้ตั้งได้ ซึ่งช่วยลดข้อพิพาทเรื่องสายไม่กี่นาทีจากปัญหาการจราจรหรือสัญญาณมือถือ โดยไม่ต้องปล่อยผ่านทั้งหมด

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าพนักงานเซ็นยินยอมให้หักค่าปรับได้ ถือว่าใช้ได้ไหม

ความยินยอมใช้ได้เฉพาะกับกรณีที่กฎหมายเปิดช่องไว้เท่านั้น เช่น การหักเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย ที่ลูกจ้างทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ได้แปลว่าเซ็นยินยอมแล้วจะหักอะไรก็ได้ ข้อตกลงที่ให้สิทธิลูกจ้างต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยทั่วไปใช้บังคับไม่ได้

บริษัทเราทำแบบนี้มาสิบปีแล้วไม่เคยมีปัญหา ต้องแก้ไหม

การที่ยังไม่มีใครร้องเรียนไม่ได้แปลว่าถูกต้อง ความเสี่ยงจะปรากฏตอนที่มีข้อพิพาทเรื่องอื่น เช่น การเลิกจ้าง แล้วเรื่องค่าปรับถูกหยิบขึ้นมาประกอบ การปรับวิธีคิดให้เป็นการจ่ายตามเวลาที่ทำงานจริงมักไม่ได้ทำให้บริษัทเสียประโยชน์มากนัก แต่ลดความเสี่ยงลงได้ชัดเจน

หักเงินค่าเสียหายที่พนักงานทำของบริษัทพังได้ไหม

กฎหมายเปิดช่องไว้เฉพาะกรณีที่ลูกจ้างกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง อีกทั้งยังมีเพดานจำนวนเงินที่หักได้ในแต่ละงวด ความเสียหายจากความผิดพลาดตามปกติของการทำงานไม่เข้าข่ายนี้

พนักงานรายวันมาสายครึ่งวัน จ่ายอย่างไร

คิดตามชั่วโมงที่ทำงานจริงในวันนั้น เช่น ค่าจ้างวันละ 400 บาทสำหรับ 8 ชั่วโมง มาทำงาน 4 ชั่วโมง ก็ได้ค่าจ้าง 200 บาท ไม่ใช่ตัดทั้งวัน

ต้องเขียนเรื่องนี้ไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานไหม

ควรเขียนให้ชัดว่าการมาสายและขาดงานจะมีผลต่อค่าจ้างอย่างไร และกำหนดขั้นตอนทางวินัยไว้เป็นลำดับ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้น และเพื่อให้บริษัทมีฐานอ้างอิงเวลาต้องดำเนินการทางวินัยจริง

บทความนี้เรียบเรียงเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ตัวบทและอัตราต่าง ๆ อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังวันที่เผยแพร่ ก่อนนำไปกำหนดเป็นระเบียบบริษัท ควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานอีกครั้ง

ให้ระบบจัดการเรื่องพวกนี้แทน

ProHRSoft ลงเวลาด้วย GPS จัดการวันลา คำนวณ OT และเงินเดือนอัตโนมัติจากข้อมูลจริง ทดลองใช้ฟรี 30 วัน ไม่ต้องผูกบัตรเครดิต